พวกเราทุกคนล้วนผ่านช่วงเวลาที่เป็นสิวกันมา บางครั้งร่องรอยไม่เพียงแต่ทำร้ายผิวหน้าแต่ยังมีผลต่อความมั่นใจของคุณเองอีกด้วย แต่อย่าพึ่งกังวลไป เพราะคุณสามารถแก้ปัญหารอยสิวเหล่านี้ได้ด้วยการใช้เลเซอร์ การใช้เลเซอร์ในการรักษาปัญหาสิวยังคงมีการตั้งข้อสงสัยในผลลัพธ์ของการรักษาอยู่ ในบทความนี้ เราจะมาสำรวจกันว่า การใช้เลเซอร์ในการรักษาปัญหารอยแผลเป็นจากสิว มีลักษณะอย่างไร

ความเข้าใจเกี่ยวกับสิวและรอยสิว: เกิดขึ้นได้อย่างไร

สิวเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วมาเจอกับความมันจากผิวหนังเรา รวมไปถึงแบคทีเรีย ทั้งหมดสะสมอยู่ในรูขุมขนและทำให้เกิดการอักเสบและแผลเป็นได้ ร่างกายของแต่ละคนจะมีกระบวนการในการจัดการปัญหานี้ โดยการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา สุดท้ายกระบวนการนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวโดยอาจทำให้เกิดร่องรอย ทั้งนี้เกิดจากการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า รอยแผลเป็นจะเกิดขึ้นเมื่อผิวเริ่มรักษาตัวเอง ซึ่งประเภทของรอยนี้ขึ้นอยู่กับว่า มีปริมาณคอลลาเจนส่วนเกินที่ถูกสร้างหรือสูญเสียไปมากน้อยแค่ไหน รอยสิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

>> มีผลิตภัณฑ์อะไรรักษาสิว ได้บ้าง

  1. Atrophic Scars (แผลเป็นชนิดหลุม): แผลเป็นทีเกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อถูกทำลายในระหว่างที่ผิวฟื้นฟูตัวเองจากสิว ซึ่งทำให้เกิดเป็นหลุมสิว ซึ่งมี 3 ประเภทที่พบหลักๆได้แก่ Icepick scars (หลุมลึก) Rolling scars (หลุมตื้น) และ Boxcar scars (หลุมกว้างขนาดใหญ่ และมีขอบหลุมชัดเจน)
  2. Hypertrophic และ 3. Keloidal Scars: แผลชนิดเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อผิวมีการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปจึงเกิดเป็นรอยนูนบริเวณผิวหน้า คีรอยด์จะมีลักษณะเป็นตุ่มสีแดง-ม่วง ซึ่งอาจขยายใหญ่กว่าบริเวณที่เป็นสิว รอยแผลเป็นทั้งสองแบบนี้พบได้มากในผู้ที่มีผิวคล้ำ

เลเซอร์ที่ใช้ในการรักษารอยสิว มีกี่ชนิด และต่างกันอย่างไร

เลเซอร์ผิวหนังทำงานอย่างไร

เลเซอร์เป็นแสงที่มีความถี่ค่าเดียว (Monochromatic Light) และมีความยาวคลื่นสั้น เลเซอร์จะใช้ในการกระตุ้นเซลล์ Dermal fibroblasts (เซลล์ที่สามารถสร้างเนื้อเยื่อและกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูบาดแผล) ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมาแทนที่คอลลาเจนและอีลาสตินซึ่งสูญเสียเนื่องจากการเกิดแผลเป็น

ชนิดของเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษารอยสิว

สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

  1. Ablative (เลเซอร์ที่ทำให้ผิวเกิดอาการลอก) : เป็นเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษารอยสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เลเซอร์ชนิดนี้จะยิงทำลายเนื้อเยื่อเหล่านั้น เลเซอร์ประเภทนี้ที่พบได้บ่อยได้แก่ Erbium YAG และ CO2 โดยจะทำให้ทำลายรอยแผลเป็นบริเวณผิวหน้าและทำให้เส้นใยคอลลาเจนบริเวณใต้ผิวหน้าหนาแน่นขึ้น การทำเลเซอร์ชนิดนี้จะต้องใช้เวลารักษาตัวค่อนข้างนาน
  2. Non-Ablative (เลเซอร์ที่ไม่ทำให้ผิวเกิดอาการลอก): เลเซอร์ชนิดนี้จะใช้เวลาในการรักษาตัวหลังการทำน้อยกว่า แต่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนน้อยกว่าเลเซอร์ชนิดแรก เลเซอร์ชนิดนี้จะไม่ทำลายเนื้อเยื่อของผิวแต่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวแน่นขึ้น ตัวอย่างของเลเซอร์ชนิดนี้ได้แก่ Diode และ NdYAG

ประเภทของเลเซอร์ที่นิยมใช้ในการรักษารอยสิวได้แก่

  1. CO2 Laser Treatment

เป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์ได้ชัดเจนในการรักษารอยแผลเป็นจากสิว Fractional CO2 จะสร้างรูขนาดเล็กบริเวณชั้นผิว ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในบริเวณนั้น และทำให้รอยแผลเป็นเรียบและจางลง เลเซอร์ชนิดนี้จะใช้ในบริเวณที่มีรอยแผลเป็นเท่านั้น

>> คลีนิครักษาสิว ที่ไหนดีที่สุด

  1. Fraxel Dual Laser Treatment

การรักษาวิธีนี้จะใช้เลเซอร์ 2 ชนิดที่มีช่วงความยาวคลื่นแตกต่างกัน  ความยาวคลื่น 1927 นาโนเมตรจะใช้ในการลดการผลิตเม็ดสี ส่วนความยาวคลื่น 1550 นาโนเมตร จะช่วยทำให้ผิวดีขึ้นด้วยการรักษารอยแผลเป็นสิว และช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ของผิว เลเซอร์สองชนิดนี้สามารถใช้แยกหรือรวมกันได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผิวและการเลือกวิธีการรักษา

  1. Fractional Laser Treatment

วิธีนี้จะใช้คลื่นแสงขนาดเล็กที่มีขนาดและความหนาแน่นแตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของคนไข้ เมื่อเปรียบเทียบกับ CO2 Laser วิธีนี้จะสามารถใช้กับส่วนอื่นของร่างกายได้ง่ายกว่า วิธีนี้ยังช่วยในการกำจัดรอยแผลเป็นจากสิวและป้องกันการก่อตัวของรอยแผลเป็นใหม่อีกด้วย

  1. Intense Pulsed Light

IPL เหมาะในการใช้รักษารอยดำจากสิว เลเซอร์ชนิดนี้จะไม่ส่งผลต่อพื้นผิวของหน้า แต่จะโฟกัสไปที่สีของรอยนั้นแทนและจะกระตุ้นสีผิวให้กลับมาเป็นสีผิวปกติ ข้อดีของเลเซอร์ชนิดนี้อีกอย่างคือสามารถช่วยในการกำจัดแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวอีกด้วย เลเซอร์ชนิดนี้จะค่อนข้างเข้มข้น จะทะลุชั้นผิวและถูกดูดซับโดยพื้นที่ที่มีสีเข้มกว่าจากรอยแผลเป็นที่มีอยู่ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการดูดซับเลเซอร์จะทำให้เซลล์เม็ดสีเกิดการแตกตัว ลดรอยดำได้

>> แหล่งรวมความรู้เรื่องสิว

  1. V-Beam Laser/ Pulsed Dye Laser (PDL)

ถ้าผิวของคุณเกิดรอยแดงจากสิว เลเซอร์ชนิดนี้สามารถช่วยคุณได้ เลเซอร์จะไปตรงเข้าไปบริเวณเส้นเลือดที่มีการขยายใหญ่ขึ้นซึ่งทำให้เกิดรอยแดง ความร้อนจากเลเซอร์จะทำลายสารอาหารและออกซิเจนบริเวณส่วนบนของผิวบริเวณนั้น เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออก เซลล์ใหม่ก็จะมีการสร้างตัวขึ้นในบริเวณนั้น

  1. Smoothbeam Laser Treatment

เลเซอร์ชนิดนี้ไม่ทำให้ผิวลอกและเห็นผลในการลดรอยสิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิว การรักษาชนิดนี้ใช้ระบบให้ความเย็น DCD (Dynamic cooling device) ในการทำให้ผิวหนังชั้นบนได้รับการปกป้อง จากนั้นจะตามด้วยเลเซอร์ยิงไปยังบริเวณผิวด้านบน ความร้อนที่เกิดขึ้นจากเลเซอร์จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของชั้นผิวที่ลึกลงไป และเติมเต็บรอยสิวจากภายใน วิธีนี้จำเป็นที่จะต้องทำหลายครั้งเพื่อรักษารอยแผลเป็นให้จางลง

  1. PRP and Microneedling

วิธีนี้แพทย์ผิวหนังจะใช้เครื่องมือพิเศษหรือเข็มขนาดเล็กในการจิ้มลงไปที่ผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้เรียกอีกอย่างนึกว่า CIT (Collagen Induction Therapy) แพทย์อาจใช้ PRP (Platelet-rich plasma injections) ในการรักษาร่วมด้วย ซึ่งเมื่อใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันสามารถทำให้กระบวนการฟื้นฟูของผิวตามธรรมชาติรวดเร็วขึ้นได้ งานวิจัยยังชี้ว่า ทั้งสองวิธีให้ผลลัพธ์ค่อนข้างดีในการรักษารอยแผลเป็นจากสิวและทำให้ผิวดีขึ้นได้

  1. eMatrix Sublative Rejuvenation

แพทย์จะใช้คลื่นวิทยุ หรือคลื่นไฟฟ้าในการทำให้ผิวเรียบเนียนได้ โดยคลื่นแต่ละคลื่นจะถูกส่งไปยังผิว และกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ (Fiboblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน  ทำให้เกิดการฟื้นฟูคอลลาเจนในบริเวณนั้นๆได้ เนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงก็ทำหน้าที่ช่วยเหลือในกระบวนการฟื้นฟูนั้นด้วย ซึ่งช่วยลดรอยแผลของสิวและริ้วรอยต่างๆได้

  1. Erbium: Yttrium Aluminum Garnet (Er:YAG) Treatment

วิธีนี้จะใช้คลื่นรังสีอินฟราเรด ที่มีความยาวคลื่น 2940 นาโนเมตร ทะลุชั้นผิว ทำให้เกิดทำลายเนื้อเยื่อขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับวิธีอื่น มีการเกิด tissue vaporization และอาการแห้งรุนแรงของเนื้อเยื่อที่น้อยกว่า คอลลาเจนในผิวจะดูดซับเลเซอร์ได้อย่างดี และช่วยในกระบวนการฟื้นฟูภายในชั้นผิว

  1. Profractional Laser Treatment

เป็นการใช้เลเซอร์ Erbium:YAG ในการสร้างรูเล็กๆ ภายในเนื้อเยื่อผิวของคุณเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้รอยแผลเป็นจางลง เลเซอร์ชนิดนี้ไม่เพียงรักษารอยแผลเป็นจากสิวเท่านั้น ยังช่วยทำให้ผิวเต่งตึง ลดริ้วร้อย ทำให้ผิวหน้าดีขึ้น และช่วยลดความเสียหายจากผิวที่เกิดจากรังสี UV อีกด้วย

>> มีผลิตภัณฑ์อะไรรักษาสิว ได้บ้าง

ข้อดีข้อเสียของเลเซอร์ผิวหนัง

ข้อดี:

1. การทำเลเซอร์สามารถเลือกทำเฉพาะจุดที่ต้องการได้ จึงทำให้ผิวบริเวณอื่นไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย

  1. การใช้เลเซอร์ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้เนื่องจากตัวเลเซอร์ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือสารกันเสีย
  2. เห็นผลชัดเจน
  3. ดีกว่าการทำศัลยกรรมและวิธีการอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลและไม่มีการเสียเลือดเหมือนการผ่าตัด โดยการทำเลเซอรจะเป็นการทำลายเซลล์ผิวเก่าและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ซึ่งจะทำให้ใบหน้าเรียบเนียนขึ้น

ข้อเสีย:

1. เลเซอร์ที่ทำให้เกิดอาการผิวลอก อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเช่น โอกาสติดเชื้อจากแบคทีเรียและเชื้อรา หรือในระยะยาวอาจเกิดการเพิ่มการผลิตเม็ดสีในเฉพาะจุด (Hyperpigmentation) หรือเกิดผื่นแดงขึ้นได้ การใช้เลเซอร์ CO2 ในจุดต่างๆ มากเกินไปอาจก่อให้เกิดแผลเป็ฯและการติดเชื้อได้ ดังนั้นคุณควรระวังเมื่อต้องใช้เลเซอร์ในการรักษาผิวบริเวณเปลือกตา คอ และบริเวณอก

  1. ราคาสูง
  2. ในช่วงระยะฟื้นฟู ผิวจะแพ้ง่ายและมีรอยแดง ถึงแม้ว่าเลเซอร์จะไม่ได้เผาผิวหรือลอกมันออกมา แต่ชั้นผิวใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีความไวต่อสภาพแวดล้อม สารเคมีและสารจากธรรมชาติ ในกลุ่มที่มีโทนผิวคล้ำ อาจพบว่า ผิวอาจมีสีออนกว่าสีผิวปกติ คุณจำเป็นที่จะต้องทำตามแนวทางที่แนะนำของแพทย์ผิวหนังเพื่อลดอาการเจ็บและทำให้ช่วงฟื้นฟูผ่านไปได้อย่างดี
  3. ยากในการให้ศูนย์ให้บริการที่มีบริการเลเซอร์ที่ครอบคลุม

>> เข้าคลีนิครักษาสิว ปลอดภัยไหม

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนเข้ารับการรักษาโดยใช้เลเซอร์

  1. มันไม่ได้ทำให้รอยแผลเป็นหายไป

น่าแปลกใจไหม ถึงแม้ว่า รอยแผลเป็นของคุณจะดูดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรักษาโดยใช้เลเซอร์ไม่ได้ทำให้มันหายไปได้ถาวร แต่ทำให้มันดูจางหรือเล็กลงแทน

  1. ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความสามารถของแพทย์หรือพนักงานที่เป็นคนทำ

ถ้าพนักงานหรือแพทย์ที่เป็นคนรักษาความสามารถยังน้อยอยู่ คุณอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ดังนั้นก่อนหน้าการนัดทำเลเซอร์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า แพทย์ที่เข้ารับการรักษามีคุณสมบัติในการทำการรักษา

  1. ต้องเข้าพบแพทย์ก่อนทุกครั้ง

แพทย์ผิวหนังที่เป็นคนรักษาจำเป็นที่จะต้องรู้ว่า คุณมีผิวประเภทไหน สุขภาพเป็นอย่างไร และลักษณะของแผลเป็นเป็นอย่างไร พวกเขาจำเป็นต้องรู้ประวัติการรักษาของคุณ หรือทราบว่า คุณกำลังรับประทานอาหารเสริมหรือยาตัวไหนอยู่หรือไม่

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด

ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดทั้งก่อนและหลังการทำเลเซอร์ ผิวคล้ำเสียจากแดดทำให้แพทย์ผิวหนังไม่สามารถทำการรักษาด้วยเลเซอร์ได้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดสีผิวไม่สม่ำเสมออย่างร้ายแรงได้ คุณควรหลีกเลี่ยงการเจอแดดหลังจากทำเลเซอร์ เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย แผลเป็น เพิ่มเติม

  1. เปลี่ยนแปลงไลฟสไตล์

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คุณอาจจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไลฟสไตล์บางอย่าง เช่น เลิกสูบบุหรี่ก่อนเข้ารับการรักษา หยุดใช้ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด งดการใช้ผลัตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Glycolic acid และ Retinoid เป็นเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการรักษา งดการทำสีผิวแทน

  1. คุณอาจต้องใช้การรักษาหลายชนิด

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แพทย์อาจแนะนำให้คุณเข้ารับการรักษาหลายชนิดเพื่อลดรอยแผลเป็น เช่น อาจใช้เลเซอร์ ควบคู่กับการทำฟิลเลอร์ หรือในบางครั้ง คุณอาจจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเลเซอร์ที่ผิวหนังหลายครั้ง

>> ทำไมถึงเกิดสิว

  1. ผลลัพธ์อาจใช้ระยะเวลานาน

คุณอาจจำเป็นที่จะต้องรอเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกับผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและรอยแผลเป็นที่คุณมี

ทั้งนี้ คุณจำเป็นที่จะต้องเข้าพบแพทย์ก่อนเพื่อดูว่า คุณสามารถรับการรักษาเลเซอร์ผิวหน้าได้หรือไม่ ซึ่งการใช้เลเซอร์เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการจัดการปัญหารอยแผลเป็นจากสิว

เนื้อหาเพิ่มเติม ที่น่าสนใจ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.