สิวอักเสบคืออะไร

สิวแต่ละประเภทต่างกันจากสิ่งที่อุดตันภายในรูขุมขน สิวอักเสบคือ สิวที่มีอาการบวมแดงและมีแบคทีเรีย น้ำมัน และเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันภายในรูขุมขน ในบางครั้ง แบคทีเรีย P. acnes สามารถทำให้เกิดสิวอักเสบได้เช่นกัน ในขณะที่ สิวอุดตัน (Comedonal acne) จะอยู่ส่วนนอกของผิวและมักไม่ได้เกิดขึ้นจากแบคทีเรีย

สิวอักเสบมีหลายแบบ

วิธีการรักษาสิวอักเสบขึ้นอยู่กับประเภทของสิวนั้นๆ ได้แก่

  1. สิวอุดตันอักเสบ: สิวหัวดำหรือหัวขาวที่มีอาการบวม
  2. สิวที่เป็นตุ่ม (Papules) มีขนาดเล็ก ตุ่มแดง มีอาการอักเสบโดยรอบ
  3. สิวหัวหนอง (Pustules) ตุ่มสิวที่ตรงกลางเป็นหนอง และมีขนาดใหญ่กว่าสิวที่เป็นตุ่มทั่วไป
  4. สิวอักเสบแดงเป็นก้อน (Nodules) มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดง ข้างในเป็นหนอง อยู่ใต้ผิวหนัง
  5. สิวซีสต์ (Cysts) เป็นสิวอักเสบที่รุนแรงที่สุด โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงอักเสบ ไตแข็งอยู่ใต้ผิว รู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัส

สิวอักเสบมักพบได้ทั่วไปบริเวณใบหน้า คอ อก หลัง หัวไหล่ ต้นแขน และบริเวณลำตัว

>> ผลิตภัณฑ์รักษาสิว แต่ละอย่างต่างกันอย่างไร

รักษาสิวอักเสบอย่างไร

สิวอักเสบสามารถแพร่กระจายและก่อให้เกิดแผลเป็นได้ ดังนั้นการรักษาสิวอักเสบควรเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ แพทย์ผิวหนังอาจแนะนำยาที่หาได้ตามร้านขายยาทั่วไปในการรักษาก่อนการรักษาด้วยยาหรือวิธีการที่แรงขึ้น ทั้งนี้ ถ้าปัญหาสิวของคุณรุนแรง คุณควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังในการรักษาสิวอักเสบและการรักษาอาจใช้ระยะเวลาหลายสัปดาห์กว่าที่ผลการรักษาจะเห็นได้ชัด

การรักษาสิวอักเสบโดยทั่วไป

มีผลิตภัณฑ์หลายชนิดในท้องตลาดที่โฆษณาว่าสามารถใช้ในการรักษาสิวอักเสบได้ ซึ่งคุณควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลักดังนี้

  • Benzoyl peroxide – ช่วยในการฆ่าเชื้อ acnes ที่อุดตันในรูขุมขนและลดอาการอักเสบ ยานี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวแห้งได้ ดังนั้น คุณจึงควรใช้ในการรักษาเฉพาะจุดเพื่อลดอาการข้างเคียงดังกล่าว
  • Salicylic acid – ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วจากรูขุมขน แล้วยังสามารถช่วยรักษาอาการอักเสบของสิวและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นใหม่ได้ สามารถใช้ได้ทั่วใบหน้า แต่คุณควรครีมบำรุงผิวเพื่อลดอาการหน้าแห้งที่อาจเกิดขึ้นได้
  • Sulfur – สามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์จัดการปัญหาสิวทั่วไป สารนี้จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดกับสิวอุดตันและสิวที่มีอาการไม่รุนแรง

เริ่มต้นด้วยการใช้คลีนเซอร์ที่มีส่วนผสมของ Salicylic acid และใช้ benzoyl peroxide ในการรักษาสิวเฉพาะจุด การรักษาอาจใช้ระยะเวลาหลายเดือนถึงจะเริ่มเห็นผล และในบางกรณีสิวอักเสบอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาประเภทนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิวเห่อหนักมาก ดังนั้นถ้าสิวของคุณไม่ดีขึ้นหลังจากใช้การรักษาสิวอักเสบประเภทนี้เป็นเวลา 2-3 เดือน คุณควรเข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษา

>> คลีนิครักษาสิว แบบไหนไม่ควรเข้า

การรักษาสิวอักเสบโดยใช้ยารักษาสิว

แพทย์ผิวหนังอาจแนะนำให้คุณรับประทานยาหรือใช้ยาทาดังต่อไปนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการของสิวอักเสบ

  • ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ หรือเรตินอยด์ (Topical retinoids)

เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว สามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์ลดเรือนริ้วรอยทั่วไป และผลิตภัณฑ์กลุ่ม Differin และ Retin-A ซึ่งช่วยในการรักษาสิวอักเสบได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาทากลุ่มนี้สามารถทำให้ผิวแดง ลอก และไวต่อรังสียูวีได้ ดังนั้น เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นี้ ควรมีการทาครีมกันแดดเป็นประจำ

  • ไอโซเตรทติโนอิน (Isotretinoin)

เป็นอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอสำหรับรับประทาน ใช้สำหรับในกรณีที่สิวอักเสบรุนแรงเช่น สิวซีสต์ และรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล แต่ทั้งนี้ ไอโซเตรทติโนอินสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้มากและรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไอโซเตรทติโนอินถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์

  • ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (Oral antibiotics)

ถ้าแพทย์ผิวหนังวินิจฉัยว่า สิวเกิดขึ้นจากปริมาณ P. acnes ที่มากเกินไป แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เพื่อใช้ลดและควบคุมจำนวนเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ชั่วคราว มักใช้ในกรณีที่มีสิวซีสต์กระจายทั่วหน้า

  • ยาปฏิชีวนะชนิดทา (Topical antibiotics)

ข้อดีของยาชนิดทาคือ สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 2 วันจนถึง 2 เดือนได้ นานกว่าแบบทานที่ใช้ได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตาม ยาปฏิชีวนะชนิดทาจะให้ผลลัพธ์ได้ไม่ดีเท่ากับชนิดรับประทาน ดังนั้นเราจึงมักใช้ยาชนิดนี้รักษาสิวอักเสบที่มีความรุนแรงน้อยลง เช่น สิวหัวหนอง

>> แหล่งรวมความรู้เรื่องสิว

  • การรักษาสิวอักเสบด้วยฮอร์โมน (Hormonal Treatment)

สิวอักเสบในบางครั้งเกิดจากภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ดังนั้น แพทย์จะให้ยาที่ช่วยในการลดฮอร์โมนเพื่อช่วยในการรักษาสิวอักเสบ เช่น ยาคุมกำเนิดสามารถใช้เพื่อช่วยรักษาอาการสิวอักเสบของผู้หญิงในช่วงก่อนและระหว่างเกิดประจำเดือนได้  ยา Spironolactone สามารถใช้เพื่อช่วยรักษาสิวหัวหนองและสิวซีสต์ที่เกิดจากระดับของฮอร์โมน Androgen ที่มากผิดปกติได้

>> คลีนิครักษาสิว แบบไหนไม่ควรเข้า

คำแนะนำสำหรับการดูแลผิว

การรักษาสิวอักเสบจำเป็นต้องทำควบคู่กับการดูแลผิวหน้าที่ถูกต้องเพื่อลดความรุนแรงของสิวและลดปัญหารอยแผลเป็นที่ตามมาทีหลังได้ โดยสามารถทำได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการบีบสิวโดยเฉพาะสิวอักเสบ เนื่องจากอาจทำให้สิวลามและแพร่กระจายไปบริเวณอื่นได้
  • ล้างหน้าในตอนเช้าและตอนเย็นด้วยคลีนเซอร์แบบเจลที่อ่อนโยน
  • อาบน้ำทันทีหลังการออกกำลังกาย
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ปราศจากน้ำมันในการบำรุงผิวหน้าหลังการล้างหน้าสม่ำเสมอ เนื่องจากผิวที่ขาดน้ำมันและน้ำจากการทำความสะอาดผิวหน้าจะกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันและทำให้เกิดสิวได้
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำเพื่อช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวีและเป็นสิ่งที่จำเป็นหากคุณรักษาสิวอักเสบด้วยเรตินอยด์หรือการรักษาอื่นๆ ที่ทำให้ผิวไวต่อแดด
  • เลือกใช้เครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมันและไม่อุดตันรูขุมขน ควรล้างเครื่องสำอางให้หมดก่อนการล้างหน้าในเวลากลางคืน

สรุป

การรักษาสิวอักเสบอาจดูเป็นงานที่ยากและแทบเป็นไปไม่ได้ในบางครั้ง แต่คุณสามารถทำได้โดยเริ่มจากการดูแลผิวหนังเป็นประจำทุกวันโดยการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ปราศจากน้ำมัน ใช้คลีนเซอร์แบบเจล และใช้ benzoyl peroxide ในการรักษาเฉพาะจุด ถ้าไม่ได้ผล คุณควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ตรงจุด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.